Diamond Hex

<< < (14/15) > >>

qualityteam:
การทดสอบลำโพงแบบจริงๆ ที่เน้นถูกหลักวิชาการโดยทำการทดสอบ Frequency Response ลำโพง Diamond Hex-600a

 บนแผงทดสอบ IEC Baffle และตู้ทดสอบ
.

qualityteam:
ยึดลำโพงวูฟเฟอร์ Diamond Hex-600a กับแผงทดสอบ IEC Baffle ที่ให้การตอบสนองแบบไร้เสียงสะท้อน ที่ถูกต้อง ได้ต่ำกว่า 200 Hz

เอ๊ะ เว้ยเห้ย:
ตัวโดมโลหะนี่เสียงสดชื่นดีนะครับ. มาฟังในห้องลองได้

qualityteam:
มาต่อกับการรีวิวตอนที่ 2 ดีกว่าครับ

Diamond HEX H600a ตอนที่ 2

 ครับกลับมาพบกับการทดสอบ ลำโพงจากค่าย Diamond ในแบบ Full Test กันต่อนะครับ ซึ่งเราจะขอนำเสนอในแบบ Lab Test กันก่อน ล่ะกันครับ

 ซึ่งการทดสอบครั้งแรกนี้ ได้นำลำโพง Diamond HEX H600a เข้าทดสอบเพื่อหาค่าพารามิเตอร์เพื่อกำหนดขนาดตู้ที่จะนำมาทำการทดสอบ กันก่อน ครับ

 ด้วยการนำลำโพงเข้าเครื่องมือ ทดสอบ T/S Parameter เพื่อให้ได้ค่า ของ พารามิเตอร์ ออกมา เพื่อนำเข้าโปรแกรมคำนวณตู้กันต่อไปครับ โดยค่า ที่เรา

 ได้ออกมานั้นมีค่าดัง นี้ครับ

  D    160.0 [mm],     Re  3.99 [Ohms],      Fs   51.14 Hz,      Zm   21.13 [Ohms],    BL  5.13 [N/A] Qms   5.913,      Qes  1.377,

  Qts  1.117,            Vas 19.480  [liters],  L10k 0.85 [mH],    n0    0.18  [%] ,        dBSPL  84.66  [1W/1m]           ,Ms   28.24 [grams],

 Cms   0.34 [mm/N]

  จากกราฟ แสดงค่า T/S พารามิเตอร์ของลำโพงกันไปแล้วจะเห็นว่า ลำโพงนั้นสามารถตอบ สนอง ช่วงของความถี่ต่ำได้อย่างมีเสถียรภาพ ค่า Impedance

  ขณะ Add Mass นั้น มีค่าของFs อยู่ ที่ 51.14 Hz และค่าความไว ของลำโพง นั้นอยู่ที่ 84.66 dBSPL ที่ 1W/1m และขณะไม่มีการ Add Mass นั้นอยู่ที่ 91 dB

 ซึ่งจัดว่าเป็นลำโพงที่มีค่าความไว สูงพอสมควร ด้วยเนื่องมาจากคุณภาพของตัวกรวยของลำโพง ที่มีน้ำหนักเบา ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต แต่มีความแข็งแกร่ง

 สามารถตอบสนองความถี่ได้อย่าง สมบูรณ์แบบมีความเป็นเชิงเส้นสูง และมีการ Break up ช่วงปลายเสียงสูงน้อยกว่ากรวยทั่วไป นั่นเองครับ

 ติดตั้งลำโพง ลงบนแผง IEC Baffle สำหรับทดสอบ ที่ระยะห่าง 1เมตร เช่นกัน จากกราฟเราสามารถสังเกตได้ว่า  ช่วงของ ความถี่ที่ลำโพงสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ นั้นเป็นช่วง ที่กว้างมาก ถ้าดูจากกราฟ ค่า การทำงานของ Impedance ต่อ Frequency แล้ว ค่าความถี่ที่ สามารถเริ่มทำงานได้ตั้งแต่ ช่วง 80Hz ยาวตลอด ช่วงไปถึง ย่าน เกือบ 3 KHz ก็เริ่มเกิด การ Roll off ของ Impedance ต่อ Frequency ซึ่งจุดนี้เองเราสามารถ ดูว่าตัวลำโพงนั้น จะมีค่าจุด ตัด ของ Crossover ที่เหมาะสมอยู่ที่ความถี่ เท่าไรได้ จากจุดนี้เองครับ

  จากตารางที่ด้านบน เป็นตารางค่า ของ Impedance Model ของตัวลำโพงซึ่งเราสามารถวิเคราะห์การทำงานของลำโพงได้จากค่า นี้ครับ ซึ่งเราคงไม่ขอกล่าวถึงในคราวนี้เพราะมันจะลงลึกจนเกินไปไว้ติดตามในบทความเทคนิคด้วยการวิเคราะห์ทางไฟฟ้าหรือ Electric Machinery กัน ในโอกาส หน้าล่ะกันครับ

กลับมาดูค่าการตอบสนองความถี่ของลำโพง ที่เราทำการวัดในห้อง ทดสอบ กัน จริงๆ ดีกว่าครับ ว่าตัวลำโพงนั้น มีความสามารถอย่างไรกันบ้างในการตอบสนอง ในคาบเวลาจริง ด้วยเครื่องมือ CLIO Acoustics Measurement

  จากกราฟ เป็นรูปแบบการตอบสนองความถี่ของลำโพงตลอดย่าน ของลำโพง Woofer และลำโพง Tweeter นั้นให้การตอบสนองที่ ชัดเจนในช่วงเสียง Bass และ Mid bass ที่ชัดเจน ไปจนถึงช่วง 1-2KHz นั่นหมายถึงการตอบสนองต่อเสียงกลางได้ค่อนข้างดีให้ช่วงกลางที่เปิดกว้างอันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงกลางของ Diamond HEX H600a นั้น เด่นชัดนอกจากนี้ยังให้ความต่อเนื่องของกราฟความถี่ตอบสนองที่ครอบคลุมถึงช่วงของ Mid Highในช่วง 2.8-3 KHz ก่อนจะ Roll off  ซึ่ง สอดรับกับการตอบสองของลำโพง Tweeter ที่ Roll off ในช่วง1.7727.2360 Hz เช่นกัน และยังสามารถตอบสนองช่วงความถี่สูงได้ราบเรียบในช่วงความถี่สูง และให้ปลายเสียงที่เปิดออกในช่วงตั้งแต่ 6000.0000 Hzไปจนถึงประมาณ 15565.350 Hz สำหรับค่าระดับความดังของลำโพงTweeter นั้น จะมีความดังที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ กราฟของตัวลำโพง Woofer นั่นหมายความว่ามันถูกออกแบบมาให้ ลำโพงเสียงแหลมนั้นสามารตอบรับกับรูปแบบการวางในตำแหน่งของลำโพงที่สูงกว่า ตัว Woofer ซึ่งหมายความว่าถึงแม้ ตำแหน่งการวางจะอยู่ใกล้จุด นั่งฟังมากเพียงไรก็ยังสามารถให้เสียงที่เป็นธรรมชาติได้อย่างไม่เกิดอาการ Break up ของทั้งลำโพง Woofer และ Tweeter ของลำโพงออกมาเลย และก็จะไม่ ทำให้เสียงแหลมที่ได้นั้น บาดหู หรือมีอาการเสียงดังมากผิดปรกติออกมาเกิน ค่าความดังของช่วงความถี่อื่นๆของลำโพง Woofer ที่ตอบสนองได้ อันเป็นเหตุให้ การทำงานของลำโพงทั้งสองซึ่งก็คือลำโพง Woofer และ Tweeter นั้นสามารถทำงานในช่วงการตอบสนองที่ Cross กันหรือตัดกันอยู่ ได้อย่างต่อเนื่องในตลอดช่วงความถี่ เมื่อทำการติดตั้งลำโพง Tweeter ที่ Dash Board หรือในตำแหน่ง เสา A หรือ A-pillar และติดตั้งลำโพง Woofer ในตำแหน่งข้างประตูด้วยการทำมุม 45 องศา เพื่อให้สอดรับกับ Patternของ ตัวลำโพง ทั้ง สองตัว และการทำงานของ Crossover นั้นมีค่าจุดตัดของความถี่อยู่ที่ 28033.3440Hz หรือ ที่ 2.8KHz เมื่อทำการวัดด้วย เครื่องมือวัดอย่าง CLIO Acoustics Measurement ในห้องทดสอบ และมีค่าความไวรวมของลำโพงอยู่ที่ 82.2804 dBSPL

 กลับมาดูกราฟการตอบสนองของลำโพง เสียงแหลมกันต่ออีกนิดครับจากกราฟ จะเห็นว่า เมื่อทำการวัดค่าการตอบสนอง ที่มุมที่ต่างกัน ลำโพงยังคงสามารถตอบสนองได้โดยไม่เกิดความเพี้ยน หรือมีการสูญเสียความถี่ในการตอบสนองในแต่ละมุม ที่ค่ามุม 0-15-30 องศา นั่นหมายความว่าเราสามารถหัน หรือปรับลำโพงTweeter ไปในทิศทาง off-axis ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยไม่มีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของช่วงความถี่ที่ผิดแผกไปจากการตอบสนอง ในมุม On-axis แต่เราสามารถปรับค่าความไวของลำโพงให้กลับมาได้ในระดับเดิมด้วยการปรับ ค่าของ Attention ในตัว Crossover ได้ ตามค่าที่ระบุมาเพื่อให้ลำโพงสามารถตอบสนองได้ เช่นเดียวกับการวางลำโพงในตำแหน่ง On-axis ครับ




qualityteam:
Listening test  

สำหรับการทดสอบฟังเสียงของลำโพงคู่นี้นั้น เราทำการนำลำโพงเข้าสู่ ห้องทดสอบเพื่อทำการฟังเสียงด้วยเพลงที่เคยใช้ทดสอบประจำเพื่อให้สามารถจับลักษณะของลำโพงได้กันจริงๆ ครับ

ต่อลำโพง Diamond เข้ากับชุดทดสอบจาก QC Caraudio นั่นคือ Power amp จาก Celestra FA475X ที่จัดเป็น Power amp ประสิทธิภาพสูงพร้อมด้วย Sub woofer จาก Boston G5 ที่เรานำมาทดสอบเพื่อ นำมาร่วมใช้ทดสอบลำโพง Diamond H600a ชุดนี้กันครับ

 เริ่มการทดสอบด้วยการใช้เพลงของอัลบั้ม ต่างๆ หลากหลาย แนวเพลงตลอดเริ่มเล่นเพลงไปได้สักช่วงหนึ่งให้พอที่จะรับฟังความถี่ต่าง ๆ ได้ก็เริ่มทดสอบตามแนวเพลงที่เลือกไว้ เพลงชุดแรกเป็น Deep Forest   ตัว Diamond สามรถตอบรับ จังหวะของตนตรีได้ น่าฟัง เสียง เครื่องดนตรี synthesizer โปร่งออกมาให้สามรถรับฟังได้ชัดเจนเสียงกลองให้จังหวะการตอบสนองรวดเร็วเสียง cymbalกระจ่างชัดให้ความคมของ เครื่องเคาะทองเหลืองออกมาไม่มากเกินไปโดยรวม ให้ความ  smooth และมีความ realistic สำหรับในส่วนของ เสียง midrange ช่วงของเสียงร้องเด่นชัด เสียง bass และเสียง  mid-bass ตอบสนองได้เร็วมาก เสียง เครื่องกำเนิดเสียงต่างๆสามารถทำได้ดี  เสียงกระเดื่องกลองให้ความกระชับ รวดเร็วการแบ่งแยกทิศทางของเสียงที่ได้จาก แอมป์ Celestra นั้น ต้องบอกว่าให้ transient ที่ตอบสนองสัญญาณได้รวดเร็วแม้นเพียงระยะสั้นๆ เสียงกระเดื่องกลอง จาก Sub woofer Boston นั้นให้ความรู้สึกของ Bass Drum ที่ชัดกระชับและมีน้ำหนัก ที่กำลังดี โดยทำการ ตัด Electronic Crossover ที่ 100Hz เพื่อให้การสอดรับกับการตอบสนองของลำโพงหลัก ที่ให้มีเสียง Bass อยู่พอตัว

  ทดสอบด้วยเพลง Modern jazz อย่าง Briana Corrigan  ขึ้นต้นเพลงเสียงร้องหนีบเล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ(แต่มี Body)เปิดกว้างขึ้นมาตามด้วยความชัดเจนสดใสของเสียง Guitar Acoustics ให้ความสดใสกังวานชัด เครื่องดนตรี percussion เช่นเสียง Snare ชัดเจนกระชับตัวดี และ เสียง Bass ให้การตอบสนองที่ชัดมีน้ำหนัก ไม่ครางออกมามากจนน่ารำคาญตอบสนองได้เร็วมี Release สั้น โดยรวม ให้เสียงที่มีความ สมดุลอย่างสมบูรณ์ลักษณะ ขนาดของ sound stage  ที่ไม่ใหญ่มากอาจเป็นเพราะออกแบบมาให้ตอบสนองกับการใช้งานในรถยนต์เป็นหลัก และในส่วนของ  room ambience ให้ความรู้สึกถึงความเป็น musical แบบแสดงสดได้อย่างน่าสนใจสำหรับการฟังเพลงแนวนี้ครับ

  สำหรับเพลงต่อไปที่นำมาทดสอบคือ Single อัลบั้มของเจ้าพ่อ Progressive metal ในอลับั้มใหม่ใน A Dramatic Turn Off ของวง Dream theater ที่ได้มือกลองคนใหม่แต่หน้าเก่าอดีตมือกลอง คู่ใจ Steve Vai นั่นคือ Mike Mangini ในเพลง  On the Back Of angle ขึ้นต้นด้วย synthesizer จากมือ Keyboard อย่าง Jordan Rudess ที่ขึ้นมาให้เราได้ฟังกันเสียงที่ได้มี Sound stage ที่เต็มมีครบถ้วน ทุกLine Harmony และตอบสนองในทุกช่วงความถี่ และให้ความชัดเจนไม่มีอาการ เพี้ยน (Distord) จากตัวกรวยของลำโพงที่ถูกสอดแทรกจากความถี่ต่างๆของตัว synthesizer  ที่ไล่ขึ้นมาครบครอบคลุม เกือบทุกย่านตามด้วยเสียง Guitar จาก john petrucci  ที่กระจ่างชัด และตามด้วยเสียงจากมือเบสอย่าง John Myug ที่ให้เราได้ยินเสียงลักษณะการ กดนิ้วลงบน Fret ของ Guitar bass และ Sound ของตัวฺ Bass  ซึ่งรับได้อย่างชัดเจน(ในส่วนแสดงสดนั้น Yamaha เป็น Sponsor ส่วนใน อัลบั้มบันทึกเสียงนั้นเป็นยี่ห้อ อะไรลองฟังกันเอาน่ะครับ) สำหรับ ในส่วนของเสียงกลองจาก Mike Mangini สามารถตอบสนองต่อเสียง 'kick bass' ได้อย่างชัดเจนเสียง.ให้ความรู้สึกถึง น้ำหนักการตีกลองของ Mike Maginic และตอบสนองเสียง bass ได้ดีไม่เกิดอาการ บวมเบลอให้ ลักษณะการ Attack สอดรับกับBodyของเสียง Kick Drum  จาก Sub woofer อย่าง Boston G5  ได้ดีในส่วนของ electronic bass ก็สามารตอบสนองได้ดี สามารถแยกแยะการตอบสนองกับเสียง ต่ำช่วงอื่นๆอย่างเสียงกลองได้แน่นอนฟังแล้วไม่มั่วชุลมุนพันตูจนแยกไม่ออกเป็นเพาะคุณภาพและเทคนิคการออกแบบตัวกรวยให้มีความเบาแต่แข็งแรง ไม่มีการ Breakup เกิดขึ้นมาให้เสียรูปง่ายๆๆ  เช่นเดียวกันเสียง Mid Bass และ Mid High ที่สามารถตอบสนองได้ต่อเนื่อง เสียงร้องอย่าง Kevin James LaBrie  สามารถให้ความเป็น  ธรรมชาติของโทนเสียง(natural) ได้ดี มีพลัง และให้ Sound stage ชัดเจนและเด่นชัดในแต่ล่ะช่วงขององค์ประกอบ(ขึ้นอยู่กับการบันทึกเสียงซึ่งอัลบั้ม Single ของDream theater นี้ตัวผมเองคิดว่า ยังตอบโจทย์ไม่ได้มากนักคงต้องรออัลบั้มเต็มกันล่ะครับ ) ที่ไม่เบี่ยงเบน โดยรวมแล้ว sound สำหรับผมนั้น จัดว่าค่อนข้างที่จะ perfect โดยรวมลำโพงชุดนี้ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติบอกความรู้สึกถึงการฟังเพลงได้ดีและกลมกลืนเสียงทุ้มที่มีน้ำหนัก ทั้งยังให้เสียงกลางที่เปิดออกและของเสียงสูงที่คมชัด ให้ความเป็นเนื้อโลหะได้ดีมากครับ

Clio Acoustics Measurement โดย

วิรัตน์     นพรัตน์เจริญสุข

Sound Easy V9.0 โดย

พงษ์เผ่า ทองธิว

Music Test  โ ดย

พงษ์เผ่า ทองธิว




System support

ลำโพง                   Diamond HEX H600a

เพาเวอร์แอมป์        Celestra FA475X

เพาเวอร์แอมป์         Coustics

ลำโพงซับวูฟเฟอร์    Sub BosTon G5

Software Rip Hi-Res From Protool 8 Digital Recording System

Bit Rate  24Bit  96KHz  Playback

Deep forest         Word Mix

Briana Corrigan   When my Arms wrap you Round

Dream theater        On the Back Of angle

Loud Speaker Reference

Generic 2030A Active Monitor System

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว